|
สาละวะ..การเดินทางเริ่มจากการนัดรวมตัวของสมาชิกกลุ่มเฟื่องจำปีที่จังหวัดกาญจนบุรี
ร้านข้าวต้มร้านประจำเวลามาออกทริปเมืองกาญฯ
กว่าสมาชิกจะมารวมตัวกันจนครบก็ตกเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า
โดยในตอนแรกมีสมาชิกมาจำนวน 6 คัน
เมื่อออกจากร้านข้าวต้มทุกคนนัดกันที่ปั้มน้ำมันเชลล์ก่อนถึงทองผาภูมิเพื่อเติมน้ำมันโดยในระหว่างทางมีการขอให้จอดเป็นระยะเพื่อทำธุระส่วนตัว
เมื่อถึงปั้มน้ำมันที่นัดกันต่างแยกย้ายกันเข้าห้องน้ำ
บ้างก็จับกลุ่มกันสนทนาเรื่องเส้นทางที่จะไปเพื่อรอเพื่อนสมาชิกที่ยังเติมน้ำมันอยู่
ผ่านไป 20 นาที
ทุกคันก็พร้อมออกเดินทางจุดหมายคืนแรกนี้พวกเราจะแวะนอนที่น้ำตกเกริงกระเวีย
เรามาถึงบริเวณน้ำตกเกริงกระเวียเวลาประมาณ ตี3กว่าแล้ว
เมื่อจอดรถสมาชิกทุกคนได้แยกย้ายหาที่นอนหลับพักผ่อนทั้งคนทั้งรถโดยอาศัยบริเวณข้างทางปูผ้านอนเพื่อเอาแรงไว้เดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น
ในเวลานี้มีรถผ่านไปมาน้อยมากทำให้สมาชิกทุกคนหลับสนิท จนราว ตี4ครึ่ง
ม้าดำก็เดินทางมาถึงเงียบๆ จอดรถข้างรถพี่ตั๊ก
แล้วก็ลงมานอนโดยที่ไม่มีสมาชิกเก่าที่หลับอยู่ก่อนหน้ารู้สึก
(นี้ถ้าเป็นโจรมาคงหมดตัว...กันแล้ว)
ประมาณตี 5 เกือบ 6โมงเช้าสมาชิกเริ่มตื่นมาล้างหน้าล้างตา
กล่าวทักท้ายม้าดำพี่ที่มาใหม่พร้อมเสริฟอาหารเช้าโดยเช้าแรกนี้เป็นกาแฟ
โอวัลติน และขนมปัง พออยู่ท้องแล้วค่อยไปกินข้าวเช้าในตลาดสังขละกัน
สมาชิก 4 คัน คือ พี่ม้าดำ พี่ตั๊ก พี่เบียร์ และยะ ได้ออกเดินทางไปตลาดสังขละบุรีก่อนเพื่อไปซื้ออาหาร
ผักสด ผลไม้เพื่อเป็นเสบียงในคืนต่อจากนี้ไป โดยพี่ตั๊กขอตัวไปร้านอะไหล่เพื่อหาอะไหล่บางตัวที่ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าอะไร
ส่วนกลุ่มที่เหลือที่น้ำตกเกริงกระเวีย ประกอบด้วย พี่ปู่ พี่อ๊อด และพี่เสมอ
ยังรอเพื่อนสมาชิกที่กำลังตามมาสมทบอีก 2 คันคือ พี่โก้ และพี่โป้ง
ซึ่งออกจากกรุงเทพฯ เมื่อราว ตี2
พอเวลาประมาณ 7
โมงเช้าเพื่อนสมาชิกอีกสองคันก็เดินทางมาถึง
พี่ทุกคนกล่าวทักทายกันแล้วออกเดินทางตามสมทบกับกลุ่มแรกที่ตลาดสังขละบุรี
โดยนัดพบกันที่ร้านอาหารในตลาดสังขละบุรี
ภายในร้านมีอาหารเป็นข้าวราดแกงให้เลือกมากมายแต่ส่วนใหญ่ผมเองจะกินไม่ค่อยเป็น
สมาชิกทยอยเข้ามาสั่งอาหารนั่งกินเป็นกลุ่มประมาณ 3-4 โต๊ะ สมาชิกที่มาทั้งหมด
25 ท่าน รถ 10 คัน คิดดูแล้วกันว่าจะต้องจอดรถกินสถานที่ขนาดไหน
เพราะรถทุกคันก็ใหญ่โตกันเหลือเกิน
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยเรานัดกันอีกทีที่ปั๊ม ปตท
ซึ่งเป็นปั๊มสุดท้ายของการเดินทางขาเข้า
เป็นที่แน่นอนว่าทุกคนต้องเติมน้ำมันให้เติมเพื่อให้เพียงพอสำหรับไป
และกลับออกมา ในขณะที่ได้เติมถังสำรองถังละ 20 ลิตรคันละ 1
ถังเพื่อนำเข้าไปให้หน่วยพิทักษ์ป่าสาละวะ เพราะภายในหน่วยอยู่ลึกเส้นทางเข้าออกก็ลำบากทางหน่วยดังกล่าวจึงขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค
สมาชิกเริ่มติดรีโมทวินช์ที่หน้ารถ
ไม่นานนักล้อทุกคันเริ่มหมุนออกจากปั๊มโดยมีพี่บอยเป็นคันนำ ประมาณ 9
โมงเช้าเราก็มาถึงหน่วยตะเคียนทอง ทางสมาชิกได้ทำการแบ่งยา เครื่องอุปโภคบริโภค
และน้ำมันให้ไว้แก่หน่วยไว้ใช้ส่วนหนึ่ง
และส่วนที่เหลือจะนำไปมอบไว้ให้หน่วยสาละวะที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า
ก่อนออกเดินทางได้ถ่ายรูปสมาชิกร่วมกับพี่หัวหน้าหน่วย...ขอบคุณครับพี่ครับ 
เริ่มต้นเดินทางเข้าเส้นทางโคลนโดยจัดรถดังนี้ คันแรก พี่บอย, พี่เบียร์, พี่ตั๊ก,
พี่อ๊อด, ยะ, พี่ม้าดำ, พี่ปู่, พี่เสมอ, พี่โก้ และพี่โป้งเป็นคนสุดท้าย
เนินแรกรถพี่ตั๊กซึ่งเป็นคันที่ 3 ก็พบปัญหา
เมื่อขึ้นไปถึงกลางเนินสายคันเร่งเกิดขาดต้องถอยยาวๆ
ลงมาที่ต้นเนินใหม่เพื่อทำการซ่อมโดยพี่เปี๊ยก พี่โป้งกะพี่โต
โดยมีสมาชิกทุกคนมาคอยส่งแรงใจช่วย (โธ่พี่ตั๊กเนินแรกก็เล่นซะแล้ว..อย่านี้น้องกล้วยก็ฝ่อหมด)
ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงจึงเสร็จรถทุกคันจึงเริ่มเดินทางกันต่อ
ในระหว่างที่รอซ่อมรถพี่ตั๊กเราก็ได้รับการต้อนรับจากทาก
และเหลือบควายด้วยเช่นกัน
การเดินทางมีอุปสรรคตลอดเส้นทาง
เพราะเมื่อพ้นเนินแรกมาได้ก็ต้องพบเนินน้อยใหญ่อีกหลายเนินพื้นทางก็เป็นดินลื่นๆ
โดยมีดินเลนอยู่บนลอยหน้า แล้วสักพักเราก็พบอุปสรรคอันใหม่คือบ่อปักโคลนที่พื่นดินด้านล่างเป็นหินดักล้อก้อนใหญ่เส้นทางยาวประมาณ
200 เมตร รถไปได้ประมาณ 3
คันก็ติดเพราะได้ขุดหน้าดินที่จะให้ยางเกาะกระเดนไปหมดแล้ว คันที่ 4 จึงติด
พี่โตคว้าจอบทำการขุดโดยมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ลงมาช่วยเพื่อปรับเส้นทางให้เรียบขึ้น
แต่ก็ไม่ง่ายนักสำหรับรถที่เหลือเพราะต้องใช้กำลังส่งมากจนรถปัดดิ้นไปมาเสียงเครื่องตอนเร่งคำรามดังสนั่นคันแล้วคันเล่า... ผมละเหนื่อยแทนพี่เลย
ผมว่ามันต้องใจจริงๆ พี่ว่ามะ (ด่านนี้รถยะโช๊คหลุดครับ)
พวกเรามาหยุดกินข้าวกลางวันตอนบ่ายที่ลำธารซึ่งตัดขวางเส้นทางทำให้บรรยากาศในการทานอาหารกลางวันเย็นสบายแม่ครัว
(บรรดาผบ.ทบ.พี่ๆ ทั้งหลาย)
ลงมือปรุงอาหารมือกลางวันเป็นหมี่ผัดพร้อมเครื่องปรุงรสครบถ้วน
แต่ผมไม่ปรุงเลยครับเพราะอร่อยอยู่แล้ว..อร่อยจังเลยพี่..เมื่อทานอาหารเสร็จก็แยกย้ายพักผ่อนกันสักครู่
ซึ่งในขณะนั้นยะก็ได้ทำการซ่อมรถโดยซื้ออะไหล่จากพี่เสมอ (ขายแพงมากครับขอบอก)
เมื่อทุกคนเรียบร้อยเราจึงเริ่มเดินทางต่อซึ่งก็เป็นการขึ้นเนินเหมือนเดิมแต่อาจไม่เท่าเนินแรกนักแต่ก็ใช้ได้เพราะเล่นเอารถพี่โก้ต้องจอดนิ่งๆ
ตรงตีนเนิน
ทีมช่างคุณภาพนำโดยพี่เปี๊ยกลงมือถอดทันที่พบว่ารถไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เพลาขับไม่ทำงานอาจเกิดจากร้านที่ใส่ฟรีล็อก
มันประกอบมาแล้วอุปกรณ์ภายในไม่ครบขาดสปริงในแกนทำให้วิ่งสี่ล้อมาตลอดเวลา
มันเลยทำงานหนักมากเลยมาเป็นอาการทำให้ชิ้นส่วนอื่นพังไปด้วย
(ที่พี่วิ่งขึ้นวิ่งลงปรับมันก็เปล่าประโยชน์สิพี่)
พี่ม้าดำเลยแนะนำให้ถอดเพลาขับออกเพื่อให้วิ่งได้
พวกเราตกลงกันว่าจะให้รถพี่ปู่ลากแข็งรถพี่โก้เข้าไปซ่อมที่หน่วยเพราะถ้าซ่อมที่นี้ถ้ามืดแล้วจะลำบาก
การติดตั้งอุปกรณ์การลากต่างๆ
ถูกจัดเตรียมอย่างรวดเร็วโดยความชำนาญประกอบกับว่าถ้าช้าเรามีโอกาสมืดก่อนถึงหน่วยแน่นอน
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยพี่ปู่เดินเครื่องลากรถพี่โก้ซึ่งในขณะนั้นวิ่งได้เฉพาะขับเคลื่อน
2
ล้อขึ้นเนินโดยเกียร์ต่ำพร้อมเรียกผ่านวิทยุบอกสภาพเส้นทางข้างหน้าตลอดทางเพื่อป้องกันการกระแทกกันอย่างรุนแรงของรถทั้งสองคัน
ซึ่งในเวลาเดียวนั้นรถที่อยู่ต้นขบวนได้นำทางไปที่หน่วยล่วงหน้าก่อนแล้วเพื่อจัดเตรียมอาหารและที่พัก
รถพี่ปู่ลากรถพี่โก้มาได้ประมาณ 1 กิโล
รถพี่โก้ก็มีเสียงดังที่ใบพัดและความร้อนขึ้นหม้อน้ำรั้ว
รถที่เหลือในทีมกลุ่มหลังทุกคันหยุดล้อเพื่อลงมาดูอาการรถพี่โก้นำโดยพี่เปี๊ยก
พี่โต และพี่โป้ง ช่วยกันเปิดกระโปรงหน้ารถ
จากการตรวจสอบหาสาเหตุพบว่าไปพัดหักและเอียงไปตีหม้อน้ำทำให้หม้อน้ำรั้ว
ส่วนสาเหตุที่ใบพัดเอียงไปตีหม้อน้ำเพราะยางรองแท่นเครื่องมันเสียทำให้ไม่มีการยึดแท่นเครื่องให้อยู่กับที่
เมื่อรถลงเนินเครื่องก็จะลงไปอัดหม้อน้ำด้านหน้ารถ
พวกเราตกลงกันว่าเราจะถอดใบพัดหม้อน้ำออกเพื่อไม่ให้รังผึ่งเสียไปกว่านี้อีก
และรถก็ยังมีพัดลมไฟฟ้าอีกตัวยังคงพอถูไถไปได้
แต่ต้องจอดเติมน้ำเป็นระยะๆ เมื่อเข็มความร้อนขึ้น หรือมีควันออกมา
เมื่อตกลงตามนั้นเราจึงออกเดินทางกันต่อโดยพี่ปู่ทำการลากต่อไปจนถึงหน่วย
โดยจอดเติมน้ำประมาณ 3 ครั้ง
พวกเรากลุ่มหลังมาถึงหน่วยใกล้จะมืดแล้ว...ได้รับเสียงตบมือแสดงความยินดีจากเพื่อนสมาชิกที่มาถึงก่อนหน้า
แล้วเข้าสอบถามอาการของรถพี่โก้
อาบน้ำที่ลำธาร กางเต้นท์กันเสร็จเราก็มารวมตัวกันรับประทานอาหารเย็นมื้อนี้มีอาหารเย็นเป็นจิ้มจุ่มกะน้ำพริกตาแดงครับ
(มีอย่างอื่นอีกครับแต่ผมชอบน้ำพริกที่สุดครับ) พวกเราคุยไปกินไปร้องเพลงกันไป
กลุ่มกินข้าวเริ่มเล็กลงกลุ่มร้องเพลงเริ่มใหญ่ขึ้น
มีการขอเพลงร้องกันอย่างสนุกสนาน
สักพักเราก็พบว่าพี่โก้ถูกทากดูดเลือดอยู่บริเวณโคนขา
ทากตัวอ้วนไปด้วยเลือดถูกแกะออกและถูกฆ่าตายในไม่กี่วินาทีต่อมา
นับว่าพี่โก้เป็นคนแรกที่โดนทากเล่นงานทำให้ทุกคนเริ่มตรวจสภาพตัวเองกันทันที่โดยมิได้นัดหมาย
ตัวผมเองก็เข้ามาในเต้นท์เพื่อเริ่มลงมือเขียนบันทึกการเดินทางในวันแรก
เขียนได้สักพักถึงประมาณเนินแรกก็เผลอหลับไป...ราตรีสวัสครับพี่..ผมง่วงจังเลย
เช้าตรู่ของวันที่สองประมาณ
หกโมงกว่า ผมโผล่ออกมาจากเต้นท์เห็นพี่ปู่กำลังเก็บอุปกรณ์ที่นำมาผลิตแสงสว่างเมื่อคืนนี้
นำขึ้นไว้บนรถแล้วบอกให้ผมล้างหน้าล้างตา แล้วไปเก็บของรวมถึงเต้นท์มาเก็บที่ให้เรียบร้อย
ผมใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ
พี่คนอื่นๆ ตื่นกันครบแล้วโดยพี่ผู้หญิงจัดเตรียมอาหารเช้า
เป็นข้าวต้มทรงเครื่อง หรือใครถนัดขนมปังกาแฟก็มี
ส่วนพี่ผู้ชายต่างแยกย้ายไปดูรถเพื่อเตรียมพร้อมเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางของวันนี้
พี่เปี๊ยก พี่โก้ พี่ปู่ พี่โป่ง พี่โต คุณเบียร์ คุณยะ พี่บอย ไปซ่อมรถพี่โก้
ใช้ไฮลิฟท์แจ๊ค 2 ตัว ยกรถขึ้นถอดเพลาออกมาหมดเพื่อซ่อมส่วนที่เสียหาย
และล้างทำความสะอาด ซ่อมเสร็จก็ประกอบเข้าไป
ทำการเชื่อมป่าโดยใช้แบตเตอรี่พ่วงกันเพื่อเพิ่มกำลังไฟจาก 12 เป็น 24
โชว์การเชื่อมโดยคุณยะ ในระหว่างซ่อมฝนก็ตกลงมาหนักจนพื้นที่บางส่วนเกิดน้ำท่วม
พี่อ๊อดรับหน้าที่ซ่อมหม้อน้ำบริเวณส่วนรังผึ้งที่รั่วโดยมีพี่ตั๊กคอยผสมกาวทารังผึ้ง
เมื่ออาหารเช้าพร้อมทุกคนเริ่มทยอยเข้ามาที่เต้นท์ใหญ่เพื่อร่วมวงกัน
คุณยะวิ่งไปที่รถสตาร์ทเครื่องเพื่อขับมาส่งน้องยะถึงเต้นท์ใหญ่
(ทำอะไรให้มันนึกถึงคนอื่นบ้างนะครับ..คนไม่มีแฟน...มาด้วย)
วันนี้เราทานอาหารกันพร้อมหน้าพร้อมตากันครบครับเพราะฝนบังคับให้ทุกคนอยู่รวมกันในเต้นท์ใหญ่
จนสักพักฝนเริ่มซาลง ทุกคนเริ่มออกไปปฏิบัติภาระกิจที่ยังคงทำค้างไว้ต่อ
 ราว
10 โมงเช้าทุกสิ่งทุกอย่างก็พร้อมที่จะออกเดินทางต่อ เช่น อาหารกลางวัน
รถทุกคัน ยกเว้นรถพี่โก้ต้องจอดไว้เพราะขับเคลื่อนได้เพียง 2 ล้อ
อุปกรณ์ต่างที่จะนำไปแจก เครื่องอุปโภคบริโภค
ร่วมถึงสภาพหัวใจที่ฮึกเหิมของทุกคน
ล้อหมุนโดยถูกจัดลำดับอีกครั้งเริ่มต้นด้วยรถพี่บอย คุณเบียร์ พี่ตั๊ก คุณยะ
พี่อ๊อด พี่ปู่ พี่แป๊ค พี่โป่ง และพี่เสมอ
การเดินทางเป็นไปได้อย่างลำบากเพราะฝนที่เพิ่งตกนั้นทำให้เส้นทางเป็นโคลนลึกและลื่นมาก
ระหว่างทางก็มีการขึ้นเนินน้อยใหญ่แต่ที่เห็นจะได้เหนื่อยหน่อยก็คือเนินที่ต้องข้ามลำธารก่อนพร้อมกับต้องขึ้นเนิน
ประมาณ 25 - 30 องศา
ทางเลี้ยวซ้ายนิดหน่อยทำให้จากด้านล่างที่จะส่งรถขึ้นจะมองไม่เห็นมุมด้านบนว่าสิ้นสุดเนินตรงไหน
รถหลายคันต้องขอส่งใหญ่อยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะพี่ตั๊ก (ผมเห็นนะพี่ตั๊กอย่ามาเถียงผมนะเห็นกะตา..ถามพี่ปู่ได้)
รถกลุ่มหลังก็ทำการขึ้นเนินที่กล่าวโดยมีกลุ่มหน้าได้นำออกไปแล้ว
จนได้ยินเสียงกระแทกของกันชนอย่างดัง
ทุกคนวิ่งไปดูสาเหตุของเสียงพบว่าเป็นการลงเนินของรถพี่อ๊อด
โดยมีพี่ปู่จอดรออยู่ด้านบน พื้นดินที่ลงเนินเป็นดินเหนียวที่ลื่นมากๆ
และทางลงเนินก็ชันมาก สอบถามได้ความว่าไม่สามารถคุมรถให้เลี้ยวได้ เบรคก็ไม่อยู่ลื่นลงไปเฉยๆ
เลยแล้วเข้าไปชนกับต้นไม้ใหญ่ที่บังเอิญดันมาขวางอยู่พอดี
โชคดีที่ชนบริเวณหน้ารถไม่ใช้ด้านข้าง (พี่เค้าพูดกันครับ)
จากนั้นทำการเคลื่อนย้ายรถโดยถอยหลังและช่วยกันดันให้เลี้ยวออกมาจากต้นไม้
จากการตรวจสอบโดยช่างผู้ชำนาญการพบว่ากันชนหน้ายุบ กระโปรงหน้างอ วินช์ไม่สามารถทำงานได้
ใบพัดหม้อน้ำคดไปตีกับหม้อน้ำนิดหน่อย จึงให้พี่บอยเอารถมาจอดตรงข้ามเพื่อทำการดึงกันชนให้ออกมาหน่อยเพื่อให้หม้อน้ำเคลื่อนตามออกมาอีกหน่อยจะได้ไม่โดนใบพัดหม้อน้ำตีอีก
แต่ยังไม่ค่อยพอเพราะยังมีเสียงอยู่อีก พี่ปู่ กะพี่โก้
สองคนออกแรงดึงด้วยมืออีก 2 ครั้ง ได้ผลครับ (ไม่หน้าเชื่อเลย) 
ได้เริ่มมีการประชุมว่าเราจะไปต่อกันหรือไม่ หรือจะจอดรถพี่อ๊อดไว้กลางป่าแล้วขากลับค่อยมาเอา
ผลออกมาว่าเราจะไม่ทิ้งรถไว้กลางป่าถ้าไปไม่ได้คืนนี้เราจะเปลี่ยนเป็นไปนอนที่น้ำตกสาละวะแทน
เมื่อผลออกมาเป็นเช่นนั้นรถที่ลงเนินไปแล้วได้แก่รถพี่บอย พี่ตั๊ก คุณเบียร์
คุณยะ และพี่อ๊อดก็ต้องกลับขึ้นมาด้านบนเพื่อไปอีกทาง
ในระหว่างที่รอนั้นพี่เสมอได้นำจอบขึ้นไปสับทางให้ดินไม่ลื่นอยู่บริเวณเนินทางขึ้น
ส่วนพี่ที่จอดรถรออยู่ด้านบนก็ต้องไปขยับรถเพื่อให้รถด้านล่างที่กำลังจะขึ้นเนินกลับมามีที่จอด
พี่เสมอกลับรถเอาหน้าทิ่มลงมายังทางลงเนินแล้วเอากันชนคค้ำไว้กับต้นไม้เพื่อเตรียมวินช์รถพี่อ๊อดที่วินช์เสียเพราะพี่อ๊อดจะเป็นคันแรกที่จะกลับขึ้นมา
พี่อ๊อดส่งรถขึ้นมาได้ 50 เมตร บริเวณที่พี่เสมอนำจอบไปขุดไว้ ก็ต้องเบรครอลากวินช์เพราะล้อเริ่มฟรีไม่เกาะดินแล้ว
ลากไปส่งไปไม่นานก็ประสบความสำเร็จ
จากนั้นพี่เสมอนำรถไปจอดรอเป็นคันแรกแล้วตามด้วยพี่อ๊อดเป็นคันที่ 2
รถคันต่อมาที่จะขึ้นคือรถพี่บอย
ลากยาวสบายมาก ตามด้วยรถพี่ตั๊กวินช์กันพอสมควรถึงจะพ้นเนินนี้
ตามมาด้วยคุณเบียร์ซึ่งบ่นมาตลอดทางว่าไม่ได้ใช้วินช์ก็ต้องใช้ (เห็นว่าจะขายวินช์แล้วนะเนี้ยดียังไม่ได้ขายออกไป)
คันสุดท้ายคือคุณยะส่งยาวๆ
มาเลยเหลือระยะนิดหน่อยก็หมดแรงแต่ก็สุดยอดเลยได้รับเสียงปรบมือจากทุกคน
เมื่อสมาชิกทุกคันพร้อมก็ออกเดินทางกลับไปยังหน่วยสาละวะที่เมื่อเช้าเพิ่งออกมาอีกครั้ง
พี่โป้ง พี่แป๊ค พี่ปู่ต้องกลับรถเพื่อให้หน้ารถหันกลับไปทางหน่วยเดิม
การเดินทางกลับทุกอย่างเป็นไปด้วยดี
จนถึงลำธารสุดท้ายก่อนถึงบริเวณลานด้านหน้าหน่วยรถพี่อ็อดเกิดติดเนินไม่สามารถเร่งส่งให้ขึ้นมาเองได้
ทำให้คันที่มาที่หลังต้องเปลี่ยนลายมาใช้ทางขึ้นบริเวณน้ำลึกแทนแต่ทางขึ้นดังกล่าวไม่ชันมากเหมือนเนินที่พี่อ๊อดติด
พี่บอยถอยรถมาลากรถพี่อ๊อดทันทีที่ตัดสินใจว่าจะลากเพราะขอส่งหลายครั้งก็ยังขึ้นไม่ได้
ไม่นานนักรถทุกคันก็มาจอดพักอยู่บริเวณลานด้านหน้าหน่วย
ซึ่งเป็นเวลาอาหารเที่ยงพอดี พี่ๆ
แผนกอาหารลงมือจัดเตรียมอาหารที่ทำไว้ก่อนหน้าแล้ว พร้อมตะโกนเรียกทุกคนทานข้าว
มื้อนี้มีข้าวคลุกน้ำพริก ไข่ดาว ปลาสลิดทอด ลูกชิ้นทอด และผัดก๋วยเตี๋ยว
อร่อยเป็นปรกติมากครับผม
เมื่อเรียบร้อยก็นั่งพักผ่อนกันสักครู่แต่ไม่นานนักพอแค่อาหารย่อยนิดหน่อย พี่ๆ
เริ่มจัดเรียงรถที่จะขึ้นเนินไปยังน้ำตกซึ่งเป็นที่ตั้งแค็มป์คืนนี้
เริ่มจากพี่บอย พี่เบียร์ พี่ตั๊ก พี่ปู่ พี่อ๊อด พี่ม้าดำ พี่โป้ง
และพี่เสมอปิดท้าย รถพี่บอย และคุณเบียร์
ผ่านเนินที่ลาดชันและยาวมากนี้ไปด้วยดี
ผมได้เดินขึ้นไปรอถ่ายรูปและสำรวจเส้นทางพบว่ามีบางช่วงเป็นก้อนเนินหินดักล้อโดยลายบังคับให้วิ่งเข้าหาก้อนหินดังกล่าวด้วย
และมีล่องน้ำพาดตัดลายที่ส่งขึ้นมาอีก 1 อุปสรรค เมื่ผ่านไปได้ก็จะยาวต่อไปได้เลย
แต่ต้องส่งคันเร่งกับแบบลืมเบรคไปได้เลยถ้าเบรคเมื่อไหร่เป็นอันว่าติดต้องวินช์สถานเดียว
คราวนี้เป็นคิวขึ้นของพี่ตั๊กส่งขึ้นมาไม่แรง (พี่ด้านล่างบอกผมว่าอย่างนั้นนะ)
รถค้างอยู่กลางเนินยังไม่ถึงครึ่งทางบริเวณใกล้กับเนินก้อนหินที่กล่าวไปแล้ว
ต้องลากวินช์ นำทีมโดยพี่โต พี่ต่อ และคุณเบียร์ ลากอยู่ประมาณ 3-4
ครั้งจึงพ้นเนินนั้น ผมสอบถามว่าเกิดจากอะไรพี่ตั๊กชี้แจงว่าเพราะไม่กล้าเหยียบคันเร่งแรงเพราะสายคันเร่งมีปัญหาอยู่กลัวจะขาด
คราวนี้จะเป็นเรื่องใหญ่อีก ต่อจากพี่ตั๊กก็เป็นพี่ปู่ (หน่วยกู้ภัยประจำทีม)
ส่งมาแรงๆ แล้วก็ดันไปกดเบรคเลยติดที่ก้อนหินอันเดิม ต้องวินช์ต่อ 1 วินช์จึงพ้น
ต่อมาคือพี่อ๊อดซึ่งขึ้นมาศึกษาล่องลายไว้ก่อนหน้าแล้วเพราะรถไม่สามารถใช้วินช์ได้ต้องส่งครั้งเดียวจบ
ในระหว่างที่รอก็มีการพนันเหล้าหนึ่งขวดกันว่าพี่อ๊อดจะครั้งเดียวผ่านหรือเปล่าระหว่างพี่โก้ที่ว่าทีเดียวไม่ผ่าน
และคุณเบียร์ว่าที่เดียวผ่าน โดยพี่โป้งถือข้างคุณเบียร์ออกโซดา ครับพี่อ๊อดเร่งคันเร่งส่งรถขึ้นมาจนถึงเนินก้อนหินแล้วก็เบรคครับ
(พี่โก้เฮลั่นเพราะชนะพนัน) พี่อ๊อดต้องถอยรถยาวๆ
ไปตั้งหลักส่งจากด้านล่างใหม่อีกครั้ง คราวนี้ส่งแรงกว่าเดิมไม่มีเบรคแหลกเป็นแหลก..รถกระโดดกระดอนไปมาแต่เสียงคันเร่งยังไม่มีผ่อนทุกคนที่อยู่ข้างทางร้องเชียร์เสียงดัง
พร้อมกับเสียงเฮเมื่อรถพี่อ็อดผ่านไปได้สำเร็จ
คันที่เหลืออีกสามคันสามารถตามขึ้นมาได้โดยไม่ต้องใช้วินช์แต่ต้องส่งอย่างเดียวไม่แตะเบรครถกระโดดมันมากโดยเฉพาะรถพี่เสมอที่เป็นคันสุดท้ายเหมือนรถกระโดดไปมาขึ้นเนินนี้
เมื่อทุกคนผ่านมากันครบก็เดินทางกันต่อ พวกเราเริ่มได้ยินเสียงน้ำตกมาใกล้
เส้นทางก็พอประมาณไม่ยากนักแต่ทางจะเริ่มแคบลงเรื่อยๆ
เรามาถึงจุดที่พักก็เริ่มใกล้จะมืดแล้ว
สถานที่พักนี้อยู่เหนือขึ้นไปจากตัวน้ำตกเราเลือกที่จะกางเต็นท์ริมทางรถไม่เข้าไปลึกเพื่อจะได้สะดวกในการขนข้าวของ
โดยมีทีมสำรวจลำธารได้กลับมาบอกว่าลำธารอยู่ไม่ไกลสามารถที่จะเดินไปอาบน้ำได้
เมื่อทุกคนกางเต็นท์ของตนและกางเต็นท์ใหญ่เสร็จพี่ๆ แผนกครัวก็เริ่มประกอบอาหาร
โดยบอกว่าจะหุงข้าวดึกหน่อยเพราะเมื่อคืนที่ผ่านมานอนกันไวกลัวอิ่มแล้วจะนอนไวอีก
ส่วนคนอื่นๆ ที่ว่างก็เริ่มทยอยเดินไปอาบน้ำรวมทั้งผมด้วย
น้ำเย็นอาบแล้รู้สึกสดชื่นมาก
พี่เสมอเดินตามพร้อมหม้อเพื่อนำมาล้างพี่แกหาทำเลอยู่นานจนผมอาบเสร็จก็เลยขึ้นมาก่อนแล้วเดินกลับมาที่เต็นท์เพื่อเปลี่ยนเสื่อผ้า
เมื่อออกมาเดินถึงเต็นท์ใหญ่ก็ได้ยินเสียงเฮลั่นมาจากทางลำธาร สอบถามพี่ๆ
ที่กำลังเดินกลับมาได้ความว่าพี่เสมอล้างหม้ออยู่ริมตลิ่งแล้วอยู่ๆ หัวก็ทิ่งลงไปมุดอยู่ในน้ำเหมือนทำนองเสียหลักนะครับ
(เจ็บไหมพี่) สมาชิกส่วนใหญ่ที่ปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวเสร็จแล้วก็จะมานั่งรวมกันที่เต็นท์ใหญ่
แล้วเมื่อเหลือบไปทางลำธารซึ่งเวลานั้นไม่มีใครไปอาบน้ำแล้วก็เห็นรถคุณยะไปจอดอยู่
และเห็นเงาตะคุมเดินออกมาจากพุ่มไม้
มันคืออะไรทุกคนทางเพ่งมองไปที่จุดนั้นแล้วก็พบว่าเป็นคุณยะอุ้มน้องยะออกมาจากลำธารเพราะกลัวว่าเท้าน้องยะจะสกปรก
หรือว่ากลัวรถจะสกปรกกันนะ
คุณยะอุ้มมาส่งที่รถโดยไม่ให้เท้าน้องต้องโดนพื้นดินโดยแม้แต่นิดเดียว กลุ่มเพี่อนสมาชิกทางเต็นท์ใหญ่ต่างตะโกนแซวกันลั่นหัวเราะกันสนุกสนาน
(อะไรมันจะขนาดนั้นคุณยะ)
เมื่อภายนอกมืดลงภายในเต็นท์ใหญ่ก็สว่างขึ้นโดยหลอดไฟฟ้าที่จัดให้โดยพี่ปู่
เริ่มทำงานอย่างซื่อสัตย์ให้แสงสว่างครบถ้วนไม่ตกหล่น อาหารคืนนี้มีเสต็ก
และสลัดผักนานาชนิดพร้อมราดน้ำสลัด เราได้เตาทอดเสต็กโดยอภินันทนาการจากคุณยะ
โดยพี่แป๊คเป็นคนทอด พี่ป้อมเป็นคนชงให้ พี่ตั๊กได้นำเครื่องปั่นน้ำผลไม้มาเพื่อทำค็อกเทลให้ดื่มกันแต่ปรากฏว่าตัวแปลงไฟไม่พอเลยต้องใช้เป็นการเขย่าแทน
แต่ก็อร่อยเหมือนเดิมเลยได้การตอบรับจากเพื่อนสมาชิกอย่างเนืองแน่นโดยเฉพาะพี่ๆ
ผู้หญิง
เสียงดนตรีเริ่มดังขึ้นโดยได้พี่โป้งเป็นมือกีตาร์
พี่เปี๊ยกมือกลอง โดยช่วงหลังมีการสลับโดยพี่ปู่ช่วยเล่นกีตาร์อยู่ 2-3 เพลง
สอบถามว่าทำไมเล่นน้อยจัง ได้รับคำตอบว่าซ้อมมาแค่นี้..โอเคเข้าใจครับ
ต่อมาเป็นคุณยะบรรเลงกีตาร์โดยมีทุกคนช่วยกันร้อง
ซึ่งในช่วงนี้เริ่มมีการขั้นรายการโดยตลกกะเหรี่ยง คณะพี่เปี๊ยก กะพี่โก้
เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลาโดยสลับกับเพลงไพเราะจากพี่โป้ง
คืนนี้ทุกคนอยู่กันดึกเพราะนี้ก็เที่ยงคืนแล้วยังคุยกันเสียงดังอยู่เลย
สักพักฝนก็เริ่มตก และตกหนักขึ้น พี่บอยขอตัวกลับเต็นท์ ไม่นานพี่จารึก
และพี่หัวหน้าหน่วยก็ขอตัวตามไป
ในเวลานี้สมาชิกเริ่มทยอยกันมุดเต็นท์ตัวเองเห็นจะเหลือก็พี่อ๊อด พี่โต พี่ต่อ
พี่โป้ง น้องโอ๋ นายกล้วย
ส่วนพี่เปี๊ยกหลับอยู่ที่เตียงผ้าใบข้างกลุ่มที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็ตีสามแล้ว
เหล้าก็หมด เริ่มไม่มีอะไรกิน พี่อ๊อดเลยขอตัวไปนอน พี่โต
พี่โป้งเริ่มเก็บของให้มีระเบียบเพื่อใช้บริเวณตรงกลางของเต็นท์ให้เป็นที่นอน
ประมาณตีสามครึ่งผมก็เริ่มง่วงก็เลยขอตัวไปนอนก่อน
พอหัวถึงหมอนผมก็หลับทันที่คืนนี้เย็นสบายดีครับอาจเป็นเพราะฝนตกด้วยก็เป็นได้...ราตรีสวัสครับทุกคน
รุ่งเช้าวันสุดท้ายเริ่มมาเยื่อนเสียงพี่ๆ
ทั้งหลายพูดคุยกันดังอยู่ภายนอกเต็นท์
แต่ผมยังไม่อยากลุกออกจากเต็นท์เพราะเมื่อคืนนอนก็ใกล้สว่างแล้วแต่ก็อดลนทนไม่ได้ต้องลุกออกจากเต็นท์
เดินตรงมาที่เต็นท์ใหญ่พบว่าพี่ๆ
ส่วนใหญ่ตื่นกันหมดแล้วกำลังกินอาหารเช้ากันอยู่มีทั้งกาแฟ ขนมปัง
หรือจะเป็นข้าวไข่เจียว แกงจืดหน่อไม้ และผัดกะเพา
หลายคนทยอยกันเข้ามาในเต็นท์มีเสียงพูดคุยกันสนุกสนาน
ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปเก็บของ เตรียมรถ
ส่วนคนที่เก็บเสร็จแล้วก็จะมาช่วยเก็บของส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน
หรือขยะที่เมื่อคืนเราใช้กินดื่มกัน
แผนกอาหารยังคงเตรียมอาหารสำหรับมื้อกลางวันตั้งแต่เช้า พี่เสมอหุงข้าว
โดยพี่ปู่บังลมให้และเป็นคนเทน้ำ ดูพี่สองคนทำงานเข้าขากันอย่างดี พี่เปี๊ยกขมักเขม้นกับการจัดท่าทางถ่ายรูปภาพกำลังเก็บขยะใส่ถุง
(ท่านพี่ทำดีต้องมีรูปถ่ายด้วย..ใช่เปล่า)
เมื่อเราเก็บทุกอย่างเรียบร้อยขบวนก็เคลื่อนที่โดยจุดหมายจุดแรกเราจะแวะเที่ยวที่น้ำตกกันก่อน
เมื่อถึงบริเวณที่เป็นทางเดินไปน้ำตกรถทุกคันก็จอดรถ
ทางไปเป็นทางเดินเท้าลาดลงเนินไปจนถึงน้ำตก
น้ำไหลแรงและใสเย็นสบายบรรยากาศรอบก็เย็นสบายเพราะอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่
ทางเดินโขดหินบริเวณน้ำตกไม่ลื่นเลยสอบถามพี่ๆ
พบว่าหินที่นี้เป็นหินปูนจึงไม่เกิดตะไคร่น้ำทำให้ไม่ลื่น
ดีครับเพราะผมใส่รองเท้าแตะมีโอกาสลื่นล้มสูง พี่ๆ
ทั้งหลายต่างคนต่างเดินเลือกมุมถ่ายรูปชมวิวกันตามอัธยาศัย
แต่น่าอิจฉาพี่หน่อยพี่โตแก่ให้ขี่หลังไม่ยอมให้เปียกเลยนะ
เราใช้เวลาอยู่บริเวณน้ำตกไม่นานนักแต่บอกได้เลยว่าน้ำตกยังเป็นธรรมชาติดิบๆ
อยู่มากเพราะมีผู้คนที่จะเข้ามาเที่ยวได้ยากถึงแม้จะเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อก็ตามที
เมื่อสมาชิกทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยก็ออกเดินทางกันต่อเส้นทางขากลับเป็นไปด้วยดี
เรากลับมาถึงที่หน่วยพิทักษ์ป่าสาละวะอีกครั้งเพื่อเอารถพี่โก้
และถ่ายรูปหมู่พร้อมรถเพื่อนำไปลงหนังสือ OFF ROAD
และผมก็ถ่ายมาลงเว็บเฟื่องจำปีทำให้รูปหมู่คราวนี้จะไม่มีรูปผมด้วยเพราะเป็นผมช่างภาพ
บอกตรงนะเสียดายจัง แต่ก็ไม่เป็นอะไรช่วยไม่ได้นิ
 ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับขึ้นรถเพื่อออกเดินทางต่อ
โดยพี่บอยคันแรก และเพราะพี่อ๊อดใช้วินช์ไม่ได้จึงให้เป็นคันที่ 2 เพื่อให้พี่บอยคอยลากเวลาพี่อ๊อดติด
ตามด้วยคุณเบียร์ พี่ตั๊ก พี่ปู่ พี่โก้ พี่แป๊ค พี่เสมอ พี่โป้ง
และคุณยะเป็นคันสุดท้าย
กลุ่มแรกออกเดินทางไปได้สะดวกพอควรจนไปถึงที่หน่วยตะเคียนทองและนั่งรออยู่
ส่วนกลุ่มหลังเริ่มนับจากรถพี่ตั๊ก ต้องจอดรอเมื่อรถพี่ตั๊กพบปัญหาว่าเครื่องเดินสะดุดตลอด
ในตอนแรกพี่แป๊คสันนิฐานว่าน้ำมันที่เติมเมื่อเช้าเป็นน้ำมันผสมน้ำทำให้เครื่องเดินสะดุดเลยเทน้ำมันออกมาดูและเผาดูก็ไม่พบว่าน้ำมันเป็นตัวปัญหา
พี่เปี๊ยกได้ตรวจสอบภายในห้องเครื่องดูสักพักก็พบชายผ้ายื้นออกมาจากกรองอากาศจึงถอดออกดูจึงพบปัญหาว่าสาเหตุที่เครื่องเดินสะดุดเกิดจากผ้าไปอุดทำให้อากาศเข้ามาในห้องเผาไหม้ไม่ได้
พี่ตั๊กจึงนึกได้ว่าเมื่อเช้าเช็ดรถแล้งคงลืมไว้ (เล่นเอาช่างงงไปตามๆ กันเลย)
เมื่อแก้ไขเสร็จขบวนกลุ่มหลังก็เริ่มออกเดินทางออกต่อ
ได้สักครู่ใหญ่ก็ได้รับวิทยุว่ารถพี่โก็ขึ้นเนินไม่ไหว
ขออีกอยู่หลายรอบแต่ก็เอาขึ้นจนได้ทามกลางแรงเชียร์จากเพื่อนสมาชิกที่รอกันอยู่
การเดินทางได้มาถึงจุดพักกินข้าวกลางวันเมื่อตอนขาเข้ากลุ่มแรกจอดรออยู่พอเห็นว่ากลุ่มหลังมาแล้วก็เริ่มออกเดินทางกันต่อ
พี่ปู่นำรถขึ้นเนินจากลำธารเหมือนขาเข้าที่เป็นการลง แต่ดินมันลืนและโดนคันก่อนๆ
ขุดจนชันมาก ส่งขึ้นไปก็ขึ้นแต่ล้อหน้า ล้อหลังไม่ปีนขึ้น ขออีกทีอยู่ 3
ครั้งก็ไหมจึงทำ การวินช์กับต้นไม้โดยผมเองเพราะตอนนั้นยังไม่มีใครตามมา
จนพี่แป๊คตามมาช่วยลากวินช์
เมื่อพี่ปู่ผ่านมาได้คันต่อไปเป็นพี่โก้ได้เปลี่ยนลายขึ้นเป็นการขึ้นจากลายของเก่าที่ไม่มีใครใช้แล้วเพราะมันชัน
แต่ตอนนี้ผมว่าลายที่พี่ปู่ขึ้นมาดูชันกว่านะ พี่โก้ต้องใช้วินช์เหมือนกันเพราะติดหลัง
พอขึ้นมาได้ก็มารอพี่แป๊คว่าขึ้นได้หรือเปล่า
ผลออกมาว่าไม่ได้พี่โตต่อเชือกลากทันที่ท้ายรถพี่โก้กับหน้ารถพี่แป๊ค
แล้วทำการลากทันที่ เช่นเดียวกันเมื่อพี่แป๊คขึ้นมาได้ก็รอทำการลากรถคันต่อไปขึ้นมา
จนขึ้มมาได้ครบทุกคัน ยังครับอุปสรรคยังไม่หมด
บ่อโคลนที่ตอนขาเข้ามาเราต้องขุดปรับหน้าดินต้อนนี้รอเราอยู่ พี่แป๊คติดต้องลากวินช์
และยาวพอสมควร แต่สุดท้ายเราก็ผ่านกันออกมาได้
ฝนทำท่าจะตกแต่พวกกลุ่มหลังก็ใกล้ถึงทางออกเต็มที่
แล้วเราก็ลงเนินแรกตอนขาเข้าซึ่งตอนนี้เป็นทางลงเนินสุดท้ายแล้ว โดยสวัสดิภาพทุกคัน
อาหารกลางวันถูกแจกจ่ายมื้อนี้เป็นข้าวคลุกกะปิ
และถั่วเขียวต้มน้ำตาลอร่อยอีกแล้วครับ กินๆ
อยู่ฝนก็ตกลงมาเหมือนเป็นการสั่งลาพวกเราที่นี้
 พวกเราไม่รอให้ฝนหยุดตกเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะนานหรือเปล่าก็ไม่รู้
เลยขับออกมาเลยแต่ช้าๆ นะเพราะถนนมันลื่น ยางไซแมกซ์จะเอาไม่อยู่
เวลาอยู่ในป่าเป็นราชา แต่ออกมาเข้าในเมืองเป็นโจรเลย (พี่ปู่บอกครับ)
เราแวะกินข้าวเย็นที่ครัวออฟโรดแถงไทรโยกน้อยโดยมีพี่อ๊อดเจ้าของร้านที่พอรู้ว่าเรามาก็เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เดิมใส่ชุดนอนออกมาต้อนรับเลย
มื้ออาหารมีหลากหลายทั้งต้มยำ น้ำพริก ผัดผัก และเบียร์เย็นสำหรับทุกคน
แล้วเมื่อทานกันเรียบร้อย พี่ป้อมก็บอกว่ามื้อนี้พี่เลี้ยงเอง
(ไชโยขอบคุณครับพี่ป้อม) ค่าอาหารราว 2000 กว่าบาท แต่พี่อ๊อดบอกว่าคนกันเองคิดแค่
2000
ก็พอพร้อมชักชวนว่าคราวหน้าถ้าผ่านมาให้แวะมากางเต็นท์นอนที่หน้าร้านก็ได้ไม่ว่ากัน
เรากล่าวอำลาพี่อ๊อดพร้อมออกเดินทางต่อจุดหมายคือกรุงเทพฯ
ตอนนี้ก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว ไม่รู้จะถึงบ้านกันกี่โมง
คงจะจบการเดินทางไว้เท่านี้นะ เพื่อนสมาชิกทุกท่านกลับบ้านดีๆ นะ ไม่ส่งละ Bye
Bye.... พบกันทริปหน้าครับผม
|